ขอนแก่นเข้ม บัสนำเที่ยว หลังเหตุนักเรียน 6 ศพเซ่นเหวปราจีนฯ

768783-01
วันนี้(9 มี.ค.) นายปิยิน ตลับนาค ปลัดจังหวัดขอนแก่น กล่าวว่า ได้กำชับแนวทางการปฏิบัติให้ทุกหน่วยงานเพิ่มความเข้มงวดตรวจสอบการให้บริการของรถโดยสาร โดยเฉพาะรถบัสนำเที่ยวที่มาให้บริการในพื้นที่ จ.ขอนแก่น ทุกเส้นทาง หลังเกิดอุบัติเหตุรถบัสทัศนศึกษาของโรงเรียนพังทุยพัฒนศึกษา เกิดอุบัติเหตุพลิกตกเหวเมื่อช่วงเช้าที่ผ่านมา จนเป็นเหตุให้มีผู้เสียชีวิต 6 ศพ และได้รับบาดเจ็บจำนวนมาก โดยจะต้องมีการตรวจสอบสภาพความพร้อมของรถในภาพรวมก่อนให้บริการทุกครั้ง

นายปียิน กล่าวต่ออีกว่า ความพร้อมของคนขับยังคงเป็นปัจจัยของการเกิดอุบัติเหตุได้เช่นกัน ซึ่งทางจังหวัดจะเข้ามาตรวจสอบการให้บริการของรถนำเที่ยวทุกคันทั้งที่มีต้นทางและปลายทาง ในเขตพื้นที่ จ.ขอนแก่น เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดอุบัติเหตุในลักษณะดังกล่าวนี้ขึ้นมาอีก

สุดเฮี้ยน! โครงกระดูกมนุษย์โบราณ เข้าสิงร่างชาวบ้าน

23456สุดเฮี้ยน! โครงกระดูกมนุษย์โบราณ เข้าสิงร่างชาวบ้าน ร้องโวยวายลั่น บอกว่า ไม่อยากไปจากที่ตรงนี้

กรณีขุดพบโครงกระดูกมนุษย์โบราณ ใน ต.ยาง อ.ศีขรภูมิ จ.สุรินทร์ ซึ่ง นายอนุรักษ์ นึกดี อ้างว่าฝันเห็นยายแก่ นุ่งโจงกระเบน มาสั่งให้ขุดหาทองคำ ในที่นา

ล่าสุด วานนี้ (8 มีค.) ชาวบ้าน ได้พากันทำพิธีพราหมณ์ และพิธีสงฆ์ เพื่ออุทิศส่วนบุญ ส่วนกุศล ให้กับโครงกระดูกมนุษย์ทั้ง 3 ซึ่งทราบชื่อจากการเข้าทรง คือ ท้าวเทพมหาชัย (พ่อ) สุวรรณามาลา (แม่) และ สุวรรณมาลัย (ลูกสาว) ซึ่งนอกจากทำพิธีดังกล่าวแล้ว ก็มีชาวบ้านอีกจำนวนมากเดินทางมาเพื่อหวังจะได้เลขเด็ด

โดยชาวบ้าน เล่าว่า ในระหว่างประกอบพิธีสงฆ์ช่วงกลางดึก ก็เกิดเหตุการณ์สุดเฮี้ยนขึ้น เมื่อวิญญาณโครงกระดูกมนุษย์โบราณ ได้เข้าสิงร่าง หญิงสาวอายุ 14 ปี และชาวบ้านอีก 2 คนจากนั้นก็ร้องโวยวายลั่น บอกว่า ไม่อยากไปจากที่ตรงนี้ เพราะจุดที่พบโครงกระดูก เป็นสุสานส่วนตัว อยากให้มีการสร้างศาลให้อยู่ ณ ที่แห่งนี้ จากนั้นก็ตะโกนสั่งให้ทุกๆคนนั่งลง ชาวบ้านก็พากันนั่งลง และเริ่มเล่าว่าเป็นทหาร รบแพ้พม่าโดนพม่าฆ่าตายแล้วนำศพยัดใส่ไห 3 คน พ่อ แม่ ลูก

ด้าน นายสมเดช ลีลามโนธรรม นักโบราณคดีชำนาญการ สำนักศิลปากรที่ 12 นครราชสีมา กล่าวว่า หลักฐานที่พบเป็นภาชนะดินเผา มีโครงกระดูกฝังอยู่ข้างใน ทำให้จำแนกได้ว่า บริเวณตรงนี้เป็นที่ฝังศพของคนโบราณ ซึ่งรูปแบบการฝังศพในภาชนะแบบนี้ มีอยู่ทั่วไป ในภาคอีสานตอนล่าง บริเวณลุ่มแม่น้ำมูล ในยุคเหล็กของประเทศไทย น่าจะเริ่มตั้งแต่ 2,500 ปีถึง 1,500 ปีมาแล้ว โดยเจ้าหน้าที่กรมศิลปากร จะทำการขุดและเก็บรวบรวม แล้วนำไปศึกษาวิจัย และรักษาไว้เพื่อเป็นทรัพย์สมบัติของแผ่นดิน ที่สำนักศิลปากรที่ 12 นครราชสีมา ต่อไป

รองนายกฯ เปิดงาน “วันสตรีสากล” ชี้ รัฐเน้นส่งเสริมความเสมอภาคระหว่างเพศ

90รองนายกฯ เป็นประธานเปิดงาน วันสตรีสากล ประจำปี 2560 ภายใต้แนวคิด “พลังสตรี พลังขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทย” ชี้ รัฐเน้นส่งเสริมความเสมอภาคระหว่างเพศ

วันที่ 8 มีนาคม 2560 ที่ ห้องแกรนด์ไดมอนด์ บอลรูม อาคารอิมแพคฟอรั่ม ศูนย์แสดงสินค้าและการประชุม อิมแพค เมืองทองธานี พลเรือเอกณรงค์ พิพัฒนาศัย รองนายกรัฐมนตรี เป็นประธานในพิธีเปิดงานวันสตรีสากล ประจำปี 2560 ภายใต้แนวคิด “พลังสตรี พลังขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทย” โดยมี พลตำรวจเอก อดุลย์ แสงสิงแก้ว รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (รมว.พม.) กล่าวรายงานในพิธีเปิดงาน

ทั้งนี้ สำหรับการจัดกิจกรรมดังกล่าว จัดขึ้นเพื่อเป็นการยกย่องเชิดชูเกียรติ แก่สตรี บุคคล และหน่วยงานที่มีผลงานดีเด่นด้านการพัฒนาศักยภาพของสตรี ตลอดจนผสานพลังกับทุกภาคส่วนของสังคมไทยให้สร้างการมีส่วนร่วมของสตรีในการพัฒนาประเทศ

โดย พลเรือเอกณรงค์ กล่าวว่า ตนรู้สึกชื่นชมและขอแสดงความยินดีกับผู้ที่ได้รับประกาศเกียรติคุณแก่สตรี บุคคล และหน่วยงานองค์กรดีเด่น ด้านการคุ้มครองสิทธิและการส่งเสริมความเสมอภาคระหว่างเพศ ในปีนี้ รัฐบาลตระหนักถึงความสำคัญของสตรี ที่มีบทบาทและมีส่วนร่วมในการขัยเคลื่อนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมของประเทศ ทั้งนี้ เนื่องจากประเทศไทยมีประชากรที่อยู่ในวัยแรงงานจำนวนกว่า 55.47 ล้านคน เป็นสตรีมากกว่าบุรุษ คิดเป็นร้อยละ 51.67 ดังนั้นการพัฒนาขับเคลื่อนพลังจองสตรีจึงเป็นส่วนสำคัญที่รัฐต้องคำนึงถึง

ดังนั้นรัฐจึงมีความมุ่งมั่นที่จะรณรงค์ให้ทุกภาคส่วนร่วมมือกันตระหนักเห็นคุณค่า และเคารพในศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ของสตรีและบุรุษอย่างเท่าเทียม จึงกำหนดให้มีการจัดวันสตรีสากลขึ้นทุกปี

ด้าน พล.ต.อ.อดุลย์ กล่าวว่า กระทรวงพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ในฐานะที่มีบทบาทหลักในการส่งเสริมความเสมอภาคหญิงชายให้เกิดขึ้นในสังคมไทย ได้ส่งเสริมให้มีการจัดกิจกรรมเพื่อรณรงค์ส่งเสริมให้เกืดความเท่าเทียม และเป็นธรรมของหญิงชายในสังคม

สำหรับกิจกรรมในวันนี้ ประกอบด้วย พิธีมอบโล่ประกาศเกียรติคุณให้กับสตรี บุคคล และหน่วยงานองค์กรที่มีผลงานดีเด่นที่ดำเนินงานด้านการส่งเสริมความเสมอระหว่างหญิงชาย การพิทักษ์และคุ้มคริงสิทธิมนุษยชนของสตรี จำนวน 20 สาขา รวม 47 รางวัล ซึ่งในปีนี้ มีบุคคลที่มีชื่อเสียงที่ได้รับรางวัลหลายคน เช่น คุณหญิงณัฐิกา วัธนเวคิน อังอุบลกุล ได้รับรางวัลบุคคลดีเด่นด้านการคุ้มครองสิทธิและการส่งเสริมความเสมอภาคระหว่างเพศ นางยุวดี จิราธิวัฒน์ ได้รับรางวัลนักธุรกิจสตรีดีเด่น และนางสาวชลิตา ส่วนเสน่ห์ Miss Universe Thailand 2016

รวมถึง นางสาวไปรยา สวนดอกไม้ ลุนเบิร์ก ได้รับรางวัลสตรีตัวอย่างสร้างแรงบันดาลใจ อีกทั้งยังมีการจัดนิทรรศการวันสตรีสากล การจัดบูธแสดงผลงานของหน่วยงานภาคีเครือข่าย และการอภิปรายแลกเปลี่ยนเรียนรู้ประเด็นสตรีกับเศรษฐกิจในมิติต่างๆ เป็นต้น

ล้วงลับ ‘นางทางไลน์’ บริการค้ากามบนโลกโซเชียล ?

GettyImages-452217182-1-768x521‘นางทางโทรศัพท์’ เป็นคำที่ใช้เรียกหญิงขายบริการ ที่สามารถโทรสั่งบริการค้ากามทางโทรศัพท์ แต่ด้วยยุคสมัยที่เปลี่ยนไป จากนางทางโทรศัพท์ กลับกลายเป็น ‘นางทางไลน์’ ผู้ที่ต้องการซื้อสวาท หรือนายหน้า สามารถหาผู้หญิง หรือผู้ขายบริการทางออนไลน์ได้อย่างแพร่หลายในปัจจุบัน

โดยทั่วไปแล้ว ผู้ที่ประกอบอาชีพอิสระในข่ายพริตตี้ เอ็มซี งานบันเทิงต่าง ๆ จะมีการจัดตั้งกลุ่มบนแอพพลิเคชั่นไลน์เพื่อง่ายต่อการหางาน และหาคนมาทำงาน ซึ่งมีจะการรวมกลุ่มของนายจ้าง และลูกจ้างรวมอยู่ด้วยกัน แต่ในทุก ๆ วัน ผู้คนในวงการจะทราบกันดีว่า นอกเหนือจากงานโชว์ตัว ส่งเสริมการขายที่มีรายได้งาม ดึงดูดผู้หญิงหน้าตาดีทั่วไปให้ตบเท้าเข้ามาทำกันแล้ว ก็ยังมีงานอีกประเภท ที่ใช้คำสวยหรู มาบังหน้าการค้าบริการทางเพศปะปนอยู่ในกลุ่มเหล่านี้มากมาย

โดยช่วงที่ผ่านมา ทางทีมงาน MThai News ที่มีโอกาสได้เข้าไปปะปนกับกลุ่มงานพริตตี้ เอ็มซี และงานในวงการอีเว้นท์ทั่วไป และทำให้ทราบว่าแท้จริงแล้ว ในกลุ่มงานที่เข้าข่าย (บางกลุ่ม) มีการประกาศหาหญิงสาวเพื่อรับงานจำพวกนี้อยู่จริง โดยใช้คำศัพท์ที่ยากจะเข้าใจ แต่สามารถตีความได้จากเนื้อหา รายละเอียดที่มีการประกาศผ่านกลุ่มดังกล่าวได้ว่าเป็นงานที่มีการค้าบริการทางเพศเข้ามาเกี่ยวข้องจริง…

เหล่า ‘เอเยนต์ค้ากาม’ จะมีศัพท์เฉพาะที่ใช้หาผู้หญิงมาทำงานด้วยศัพท์ที่รู้กันเช่น งาน VIP งาน ST หรือ N+V ซึ่งมีความหมายเดียวกันหมด คือการค้าบริการทางเพศ ส่วนเรทราคา ขึ้นอยู่กับระยะเวลา และสถานที่ รวมไปถึงการค้างคืน เช่น หากงานในพื้นที่ จะมีราคาอยู่ที่ครั้งละ หลักพันบาท อาจมากหรือน้อยขึ้นอยู่กับรูปร่างหน้าตาของผู้ที่ประสงค์จะหารายได้ในวงการมืดดำ แต่ถ้าทำงานที่ร้านเป็นหลักแหล่ง หรืองานแบบมีสำนัก ก็จะต้องให้บริการมากกว่าวันละ 1 รอบ ก็จะได้รับการการันตีว่า จะมีแขกมาใช้บริการมากกว่า ‘ผู้ค้ากามไร้สำนัก’ และได้เงินเป็นหลักหมื่นหรือมากน้อยกว่านี้ ขึ้นอยู่กับรูปร่างหน้าตาของผู้ให้บริการ

โดยการประกาศหาผู้มาทำงานในถนนค้ากามนี้ จะกำหนดอายุของลูกจ้างราว ๆ 18-30 ปี ซึ่งตามกฎหมายในประเทศไทยเกี่ยวกับการค้าประเวณีพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการค้าประเวณีกำหนดว่า ผู้ขายบริการต้องมีอายุอย่างน้อย 18 ปีขึ้นไป

นอกเหนือจากการทำงานสายดำในประเทศแล้ว ยังมีการประกาศหาหญิงสาวหน้าตาดี เพื่อเป็นการเจาะตลาดค้ากามข้ามชาติ การเดินทางไปต่างประเทศ ก็จะมีระยะเวลาเป็นรอบ รอบละ 10 วันขึ้นไปเป็นต้น  ซึ่งทางเอเย่นอ้างว่า หากตกลงร่วมงาน ก็จะมีรายได้ติดมือกลับมาถึงครั้งละ 100,000-500,000 บาท ซึ่งทางตัวเด็กที่ถูกส่งไป จะต้องเสียค่าใช้จ่ายอาทิ ค่ารอบ ค่าถ่ายรูป ค่าโรงแรม เอง โดยเอเย่นค้ากาม จะระบุว่าถ้ายิ่งเด็กขยันทำมากก็จะยิ่งมีรายได้มากตามไปด้วย

ส่วนงานค้ากามก็จะแบ่งออกเป็นหลายระดับ ตั้งแต่การบริการ ‘นวดสปา’ หรือที่ใช้ศัพท์ ‘พริตตี้สปา’ มาให้ในการเรียกแทนผู้ให้บริการ ซึ่งงานในข่ายนี้จะเป็นงานที่มีระดับการบริการในระดับกลาง คือเอเย่นค้ากาม จะการันตีว่างานในระดับนี้จะไม่มีการมีเพศสัมพันธ์เข้ามาเกี่ยวข้อง แต่แท้จริงแล้วนั้นงานประเภทนี้ คือการใช้เรือนร่างของฝ่ายหญิงซึ่งเป็นผู้ให้บริการ นวดผ่อนคลายเฉพาะจุดลับให้ลูกค้าผู้ชาย ส่วนที่มาของชื่อ พริตตี้สปา มีการกล่าวกันมาปากต่อปากว่า ผู้ให้บริการสาว ๆ จะต้องมีรูปร่างหน้าตาดี เทียบเท่าพริตตี้ในงานต่าง ๆ ซึ่งเป็นที่มาของรายได้มหาศาล ของทั้งตัวเอเย่น และตัวผู้ให้บริการสาวสวย และมีการ ‘กล่าวอ้าง’ ว่ามีรายได้มหาศาลเป็นหลักแสน

นอกเหนือจากคำชักชวนทั่ว ๆไปแล้ว เหล่าเอเยนต์ค้ากาม บางเจ้ายังระบุคุณสมบัติเช่น อายุที่จำกัดให้ไม่มากจนเกินไป บ้างก็ระบุว่า นักศึกษาสาวก็สามารถทำงานประเภทนี้ไปพร้อม ๆ กับการเรียนได้เช่นกัน บ้างทำงานในร้าน มีสถานที่ทำงานแน่นอน บ้างก็ระบุว่าเป็นงานในสถานที่ อาจจะเป็นสถานที่ส่วนตัว โดยส่วนใหญ่แล้ว ผู้ค้ากามจะได้รับเงินสดจากเอเยนต์และกลับบ้านได้เลย

เมื่อยุคสมัยเปลี่ยนแปลงไป ช่องทางต่าง ๆ ในการใช้ชีวิตของมนุษย์เปลี่ยนแปลงไปตามเทคโนโลยีที่ก้าวหน้าขึ้น ไม่ว่าจะเป็นช่องทางในการจ่ายดำเนินธุรกิจ การติดต่อสื่อสาร หรือแม้กระทั่ง การสนองความต้องการทางเพศ และการขายบริการทางเพศ ที่เปลี่ยนแปลงไปจากเดิม  ทั้งนี้ทั้งนั้น ในหลายประเทศยังถือว่าการค้าประเวณียังถือว่าเป็นสิ่งผิดกฎหมาย มีการนำเสนอข่าวการจับกุมหญิงไทยที่เดินทางไปขายบริการในต่างประเทศปรากฏผ่านสื่อ อาทิ ไต้หวัน ญี่ปุ่น เป็นต้นอยู่ไม่น้อย

เมื่อพูดถึงประเด็นดังกล่าว ที่สรุปได้ว่ามีการประกาศหาหญิงสาวมาทำงานจริงไม่เว้นในแต่ละนั้น จะมีผู้ที่มารับงานดังกล่าวไปจริงหรือไม่ และแม้อาจจะมีการประกาศ หรือเข้าไปปะปนกับผู้คนในวงการพริตตี้ เอ็มซี ซึ่งส่วนใหญ่มีการรับงานในข่ายอาชีพสายขาว แต่ก็ไม่เป็นที่แน่ชัดสำหรับตัวผู้ขายบริการต่าง ๆ ว่าเป็นใคร หรือเป็นคนกลุ่มใด เพราะการตกลงต่อรอง หรือการติดต่องานเหล่านี้ ค่อนข้างเป็นไปอย่างหลบซ่อน

อาชีพขายบริการเป็นอาชีพที่ไม่เป็นที่ยอมรับในสังคมโดยรวมของคนไทย ส่วนหนึ่งอาจเกิดจากความต้องการภาษีทางสังคม เพื่อตอบสนองความต้องการชีวิตที่หรูหรา ความอยากมีอยากได้ในวัตถุ หรือแม้กระทั่งผู้ที่ไม่มีทางเลือกในการใช้ชีวิต หรือมีความจำเป็นต้องใช้เงินเป็นจำนวนมากเพื่อความอยู่รอด

แต่เนื่องด้วยจากงานข่ายดังกล่าวค่อนข้างที่จะนำไปสู่เส้นทางที่สามารถหาเงินมาได้ง่าย ในระยะเวลาเพียงสั้น ๆ หรือผู้ที่รับงาน อาจอยู่ในวัยที่อยากได้อยากมีเท่านั้น จนกลายเป็นการซื้อความสวยหรูที่เกิดขึ้นเพียงชั่วคราว…

ตร.ระดมทีมตามหา สาวรัสเซียหายตัว เกาะเต่า !!

sw3-1ตำรวจประสานนักดำน้ำ ออกค้นหานักท่องเที่ยวสาวรัสเซียหายตัวที่เกาะเต่า คาดพบตัวยาก

ผู้สื่อข่าว MThai รายงานว่าเมื่อเวลา 06.00 น. วันที่ 7 มีนาคม 2560 บริเวณท่าเทียบเรือเกาะเต่า ตำบลเกาะเต่า อำเภอเกาะพะงัน จังหวัดสุราษฎร์ธานี พ.ต.ท.โชคชัย สุทธิเมฆ สวญ. สภ.ย่อยเกาะเต่า ได้เดินทางมาตรวจความเรียบร้อยของทีมนักดำน้ำอาสากว่า 15 ชีวิต เพื่อออกค้นหาน.ส.วาเลนติน่า โนวาชเฮโนว่า (Valentina Novozhenova) อายุ 23 ปี สัญชาติรัสเซีย นักท่องเที่ยวสาวที่หายตัวไปจากเกาะเต่า เมื่อวันที่ 15 กุมภาพันธ์ ที่ผ่านมา

โดยทางเจ้าหน้าที่ตำรวจได้วิเคราะห์ถึงเส้นทางการเดินทางจากที่พักที่คาดว่านักท่องเที่ยวรายนี้จะใช้เส้นทาง เพื่อไปยังจุดดำน้ำ โดย น.ส.วาเลนติน่า เป็นผู้ที่ชอบไปดำน้ำแบบฟรีไดวิ่ง โดยมีการโพสต์คุยกับเพื่อนๆ ถึงจุดที่ดำน้ำต่างๆ ที่เกาะเต่าที่ควรจะดำน้ำแบบฟรีไดวิ่ง ซึ่งนักท่องเที่ยรายนี้ได้โพสต์บอกเพื่อนๆ ถึงข้อควรระวังอย่าดำน้ำใกล้จุดที่เรือจอดเพราะจะเกิดอันตรายได้ สำหรับการออกค้นหานักท่องเที่ยวสาวรายนี้ทีมค้นหาใต้ทะเลคาดว่าจะทำหน้าที่จะลงดำน้ำลึกในบริเวณอ่าวโฉลก หมู่ที่ 3 ตำบลเกาะเต่า ซึ่งเป็นจุดที่อยู่ใกล้กับที่พักของผู้สูญหาย

โดยพ.ต.ท.โชคชัย กล่าวว่า เรื่องนี้ทางสภ.เกาะเต่า ได้ร่วมกับฝ่ายสืบสวนภูธรจังหวัดสุราษฎร์ธานี นักดำน้ำเอกชน กู้ภัยเกาะเต่า ออกทำการค้นหานักท่องเที่ยว โดยฝ่ายสืบสวนภูธรจังหวัดสุราษฎร์ธานี จะได้เร่งดูภาพจากกล้องวงจรปิดที่คาดว่านักท่องเที่ยวรายนี้จะใช้เส้นทาง พร้อมกับศึกษาพฤติกรรมการเดินทางของนักท่องเที่ยวสาวรัสเซียจากกรุงเทพจนมาถึงเกาะเต่า

สำหรับเป้าหมายของการออกค้นหาใต้ทะเลอย่างน้อยทีมค้นหาอาจจะพบอุปกรณ์ที่ใช้ดำน้ำแบบฟรีไดวิ่ง เช่น หน้ากากดำน้ำ เข็มขัดตะกั่ว ตีนกบเป็นต้น ซึ่งเป็นสิ่งที่นักท่องเที่ยวสาวรายนี้นำติดตัวไป จึงอยากให้ทีมค้นหาพบอุปกรณ์อย่างหนึ่งอย่างใดเพื่อจะได้บ่งชี้ได้ชัดขึ้นถึงสาเหตุการหายตัวไป

ถ้าโชคดีอาจจะพบตัวนักท่องเที่ยวสาวรายนี้ จากการคำนวนที่นักท่องเที่ยวรายนี้หายไประยะเวลาที่สูญหายไปประมาณวันที่ 15 หรือวันที่ 16 กุมภาพันธ์ ที่ผ่านมาซึ่งเป็นสิ่งที่ไม่ยากให้เกิดก็คงยากที่จะพบตัว ทั้งนี้จากการสอบถามผู้เชี่ยวชาญการดำน้ำแบบฟรีไดวิ่งพบว่าบริเวณใต้ทะเลของอ่าวโฉลกจะมีโคดหิน และมีอะไรอยู่เยอะซึ่งเป็นไปได้ว่านักท่องเที่ยวนี้อาจเกิดอุบัติเหตุซึ่งก็เป็นข้อสมมติฐานของทีมสืบสวนและค้นหา

ซึ่งทีมงานค้นหาจะค้นหาตามข้อสมมติฐานในแต่ละจุด เพื่อหาเหตุผลมาพิสูจน์ในแต่ละข้อจนกว่าจะคลายข้อสงสัย สำหรับวันนี้ทีมค้นหาใต้ทะเลจะมีการดำน้ำสองช่วงคือในช่วงเช้า และในช่วงบ่าย นอกจากนี้ได้ให้ทีมกู้ภัยเกาะเต่าร่วมกับชาวบ้านออกค้นหาตั้งแต่ชายทะเลและบนภูเขาที่คาดว่านักท่องเที่ยวชาวรัสเซีย รายนี้จะใช้เส้นทาง เพื่อให้พบตัวตามวัตถุประสงค์ต่อไป

ครม.ตั้ง 14 พ.ค.ทุกปี เป็น ‘วันอนุรักษ์ควายไทย’

14210617531421061774lครม.อนุมัติ ’14 พ.ค.ทุกปี’ เป็น ‘วันอนุรักษ์ควายไทย’ หลังพบมีแนวโน้มลดจำนวนลง

รายงานข่าวแจ้งว่า การประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) วานนี้ (7 มี.ค. 60) ที่ประชุมได้มีมติเห็นชอบกำหนดให้วันที่ 14 พฤษภาคมของทุกปีเป็น “วันอนุรักษ์ควายไทย” ตามที่กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ (กษ.) เสนอเพื่อเป็นการสร้างความตระหนักรู้และให้ความสำคัญในการส่งเสริมและอนุรักษ์การเลี้ยงควายไทย

เนื่องจากปัจจุบันจำนวนควายไทยและผู้เลี้ยงควายไทยมีแนวโน้มลดลงอย่างต่อเนื่อง และไม่ได้รับการเอาใจใส่จากภาคส่วนต่างๆ ในการส่งเสริม สนับสนุนสร้างอาชีพ รวมทั้งด้านวิชาการหรือการวิจัยต่างๆ ซึ่งกรมปศุสัตว์ได้จัดการประชุม เพื่อพิจารณาเรื่องดังกล่าวแล้ว โดยมีผู้แทนสมาคมอนุรักษ์และพัฒนาควายไทยเข้าร่วมประชุมด้วย

และได้มีมติเห็นชอบกำหนดให้วันที่ 14 พฤษภาคมของทุกปี เป็นวันอนุรักษ์ควายไทย เนื่องจากเป็นวันที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช ได้มีพระราชดำรัสถึงหลักการดำเนินโครงการธนาคารโค กระบือ เป็นครั้งแรก และสำนักงานปลัดสำนักนายกรัฐมนตรีเห็นชอบด้วยในหลักการ

คลิป 17 โจ๋ เมืองเพชร ใช้ไขควงแทง “น้องปอนด์” ดับ ล่าสุดเข้ามอบตัวแล้ว

767764-0117 โจ๋ ลูกผู้มีอิทธิพลเมืองเพชร ยกพวกรุมทำร้ายนักศึกษาศิลปากร ใช้ไขควงแทงศีรษะจนเสียชีวิต เข้ามอบตัวที่ สภ.ชะอำ เร่งล่าอีก 1 คน

จากกรณีกลุ่มลูกผู้มีอิทธิพล จ.เพชรบุรี ร่วม 30 คน บุกขึ้นหอพักนักศึกษา ม.ศิลปากร วิทยาเขตเพชรบุรี รุมกระทืบนักศึกษา ก่อนใช้ไขควงแทงหัวทะลุแกนสมองจนทำให้ นายธีระพงษ์ ฐิตะฐาน อายุ 24 ปี นักศึกษาเสียชีวิต แต่คดีความไม่คืบหน้านั้น

พ.ต.อ.ภคิน ศิวเมธากุล ผกก.สภ.ชะอำ เผยถึงกรณีดังกล่าวว่า หลังรวบรวมพยานและหลักฐานชัดเจนแล้วตำรวจจึงออกหมายจับผู้ต้องหาคนแรกคือ นายกรกนก และสามารถจับกุมได้เมื่อวั้นที่ 1 มี.ค. ต่อมามีผู้มามอบตัวอีก 15 คน จาก 18 คน

ซึ่งคดีนี้ พ.ต.อ.ภคิน ผกก.สภ.ชะอำ บอกไม่หนักใจเพราะทำคดีอย่างตรงไปตรงมาแต่รู้สึกเสียใจเพราะเข้าใจความรู้สึกของผู้เป็นพ่อและแม่ดี ทั้งนี้จะนำส่งพยานและหลักฐานทุกชิ้นสู่ศาลทั้งหมด โดยเจ้าหน้าที่จะดำเนินคดีกับทั้ง 18 คนเหมือนกันคือ ร่วมกันฆ่าผู้อื่นโดยเจตนาและไตร่ตรองไว้ก่อน เพราะพฤติกรรมในภาพวงจรปิดระบุไว้หมด

ล่าสุดผู้ต้องหาจำนวน 18 คน ได้ถูกจับกุมและมามอบตัวแล้ว 15 คน ส่วนอีก 2 คน ก็ได้เดินทางมามอบตัว เหลือเพียง 1 คนที่ยังไม่ทราบชื่อแต่อยู่ในแนวทางสอบสวน คาดว่าจะได้ตัวเร็ว ๆ นี้ เบื้องต้นทั้งหมดให้การภาคเสธ รับในบางประเด็น บ้างอ้างว่าไปด้วยแต่ไม่ได้ร่วมก่อเหตุ บ้างอ้างร่วมก่อเหตุแต่ทำร้ายผู้อื่นแต่ไม่ได้ทำร้ายผู้เสียชีวิต

ขณะที่ คดีนี้ พล.ต.ต.สุรพงษ์ ชัยจันทร์ ผบก.ภ.จว.เพชรบุรี ได้กำชับให้ผู้บังคับบัญชาทุกระดับ เข้าควบคุม กำกับดูแล การสืบสวนสอบสวนอย่างใกล้ชิด ด้านนายต่อ (นามสมมุติ) หนึ่งในผู้ถูกทำร้าย ได้เล่าเหตุการณ์ว่า ขณะเกิดเหตุตนและผู้ตายกลับมาจากงานคอนเสิร์ตที่ร้านอาหารมีคนมาเคาะประตูเรียก เมื่อเปิดประตูพบกลุ่มวัยรุ่นที่ไม่รู้จักถามหานายเอก เมื่อบอกว่านายเอกไม่อยู่วัยรุ่นคนดังกล่าวได้ถามว่าเป็นเพื่อนนายเอกใช่ไหม เมื่อตอบว่าใช่กลุ่มวัยรุ่นทั้งหมดกว่า 10 คน ได้กรูกันเข้ามารุมทำร้ายตนโดยมีอาวุธทั้งขวดและไขควง ก่อนตรงไปทำร้ายผู้ตายที่นอนอยู่กลางห้องจนเสียชีวิต

พลิกวิกฤตแล้ง!! ชาวนาหันปลูกถั่วลิสงขาย รายได้งามกว่านาข้าว

17590002.00_00_16_47.Still004-768x432เกษตรกร จ.ชัยนาท หันปลูกถั่วลิสงพืชใช้น้ำน้อย เผยรายได้ดีกว่าการทำนาข้าว

จากภัยแล้งที่กำลังทวีความรุนแรง ทำให้ในหลายพื้นที่ ไม่สามารถทำการเพาะปลูกได้ เนื่องจากสภาวะขาดน้ำ แต่ยังมีเกษตรกรในพื้นที่ ต.ธรรมามูล อ.เมือง จ.ชัยนาท ที่หาทางต่อสู้กับวิกฤตที่เกิดขึ้น โดยหันไปปลูกถั่วลิสง ซึ่งเป็นพืชใช้น้ำน้อยและที่สำคัญรายได้ดีกว่าการทำนาข้าวด้วย

ผู้สื่อข่าวรายงานว่าเกษตรกรในพื้นที่ หมู่ที่ 7 ต.ธรรมามูล อ.เมืองชัยนาท ได้พยายามหาพืชทดแทนมาเพาะปลูกแทนการทำนาข้าว เนื่องจากในพื้นที่ได้รับผลกระทบจากภัยแล้ง ไม่มีน้ำเพียงพอที่จะทำนาปรัง จึงหันไปปลูกถั่วลิสงโดยปรับพื้นที่ริมตลิ่งแม่น้ำเจ้าพระยาในการเพาะปลูก

โดยนายกิตติ แพ่งนคร อายุ 58 ปี เกษตรในพื้นที่บอกว่า ปกติพื้นที่แถบนี้เป็นพื้นที่น้ำท่วมถึง แต่ในหน้าแล้งทุกปีระดับน้ำจะลงต่ำ ทำให้นำรถลงมาไถหว่านปลูกถั่วลิสงได้ โดยอาศัยสูบน้ำจากแม่น้ำเจ้าพระยามาใช้ ซึ่งถั่วลิสงจะเริ่มเพาะปลูกได้ตั้งแต่ปลายเดือนธันวาคม โดยการลงทุนต่อไร่จะอยู่ที่ 7,000บาท ใช้เวลาในการปลูก 60 วัน เมื่อทำการเก็บเกี่ยวจะมีรายได้ถึงไร่ละ 17,000 บาท หรือ กำไรไร่ละ 10,000 บาท ในการขายส่งให้พ่อค้าคนกลาง

แต่ถ้าขายปลีกให้แม่ค้าที่นำไปต้มขายจะได้ราคาถึง 23,000 บาท ต่อไร่ ซึ่งเมื่อเทียบกันแบบไร่ต่อไร่แล้วดีกว่าการทำนาเป็นอย่างมาก แต่ว่าถั่วลิสงจะทำได้รอบเดียว เพราะถ้าทำต่อเนื่องก็จะไปเจอช่วงเดือนเมษายนที่แล้งจัด ผลผลิตจะได้ไม่ดีไม่คุ้มค่าการลงทุน

ข้าราชการสุรินทร์ ปลูกกล้วยหอมทองขาย รับเงินเหนาะๆ เฉียด 3 แสนต่อปี

767905-02พบข้าราชการสุรินทร์ ปลูกกล้วยหอมทอง รายได้ต่อ 1 ปี ไม่ต่ำกว่า 200,000 – 300,000 บาท ใช้พื้นที่ประมาณ 2 – 3 ไร่ เท่านั้น

นายบุญธรรม ทวีสิน อายุ 41 ปี เจ้าของสวนกล้วยหอมบุญธรรม บ้านไพล ต.ไพล อ.ปราสาท จ.สุรินทร์ อาชีพรับราชการ อยู่ที่องค์การบริหารส่วนตำบลไพล ส่วนนอกเวลาราชการ และวันหยุด เสาร์ – อาทิตย์ ได้หันมาปลูกกล้วยหอมทอง เป็นพืชเศรษฐกิจหลัก จนประสบผลสำเร็จ มีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น มีรายได้กว่า 300,000 บาทต่อปี จากการขายกล้วยหอมทอง และหน่อพันธุ์กล้วยหอมทอง

นอกจากนี้ ยังเปิดสอนออนไลน์ทางเฟซบุ๊ก ชื่อ “สวนกล้วยหอมบุญธรรม ทวีสิน บ้านไพล อำเภอปราสาท สุรินทร์” อีกทั้งยังเปิดสวนกล้วยให้เกษตรกรที่สนใจ เข้ามาศึกษาเรียนรู้ จนในพื้นที่อีสานใต้มีการปลูกกันอย่างแพร่หลาย ซึ่งกล้วยหอมทองของที่นี่จะเป็นที่ต้องการของตลาดเป็นอย่างมากเนื่องจากมีรสชาติดี และมีผลที่สวยงาม

ด้านนายบุญธรรม กล่าวว่า ปัจจุบันชาวสวนกล้วยหอมทอง ในเขต จ.สุรินทร์ หรือ เขตอีสานใต้ นครชัยบุรินทร์ 4 – 5 จังหวัด ผลผลิตไม่เพียงพอต่อการบริโภค เพราะมีคนปลูกกล้วยหอมทองกันน้อย แต่หากคิดปลูกกันมาก อนาคตก็อาจจะมารวมกันเป็นกลุ่มใหญ่ เหมือนที่ จ.ชัยภูมิ หรือที่ จ.นครราชสีมา เป็นต้น

ส่วนตัวตนรับราชการ นอกเวลาราชการจึงจะมาปลูกกล้วยหอมทอง ทำให้มีรายได้เพิ่ม หนึ่งต้นมีหนึ่งเครือ เครือละประมาณ 6 หวี จำหน่ายในราคาหวีละ 80 – 100 บาท เพราะฉะนั้นหนึ่งเครือจะมีรายได้ประมาณ 400 บาท ตนขายกล้วยเป็นรุ่น รุ่นละประมาณ 500 – 1,000 ต้น รายได้ต่อ 1 ปีไม่ต่ำกว่า 200,000 – 300,000 บาท ใช้พื้นที่ประมาณ 2 – 3 ไร่ เท่านั้น

สลด! ชายวัย 57 ออกจับหนูนา โชคร้ายถูกร็อตไวเลอร์รุมกัดตาย

767742-01สลด! ชายชาวบึงกาฬ วัย 57 ปี ออกจับหนูนาใกล้สวนยางพารา ถูกสุนัขพันธุ์ร็อตไวเลอร์ 3 ตัว รุมกัดตาย

ร.ต.อ.กังวาน โคตตะวงศ์ รองสารวัตรสอบสวน (สอบสวน) สภ.ศรีวิไล จ.บึงกาฬ ได้รับแจ้งเหตุมีคนเสียชีวิตอยู่ในทุ่งนาใกล้สวนยางพารา บ้านใหม่พัฒนา หมู่ 4 ต.ศรีวิไล อ.ศรีวิไล จ.บึงกาฬ จึงไปตรวจสอบที่เกิดเหตุพร้อมผู้เกี่ยวข้อง พบศพ นายสมหวัง  อายุ 57 ปี สภาพศพเปลือยกายนอนหงายเสียชีวิตอยู่ในทุ่งนาติดชายป่า มีบาดแผลถูกรอยคมเขี้ยวของสัตว์ขนาดใหญ่กัดเป็นแผลฉกรรจ์ทั่วร่างกายจนเลือดแห้งกรัง คาดว่าเสียชีวิตมาแล้วไม่น้อยกว่า 5 ชั่วโมง

ห่างออกไป 27 เมตร พบเสื้อกางเกงของผู้ตายถูกกัดจนขาด ใกล้ที่เกิดเหตุพบสุนัขพันธุ์ร็อตไวเลอร์สีดำ 3 ตัว เป็นเพศเมีย 1 ตัว และเพศผู้ 2 ตัว เดินวนเวียนป้วนเปี้ยนอยู่ ที่ปากและขนตามตัวมีรอยเลือดแห้งติดอยู่คาดว่า น่าจะเป็นเลือดของผู้ตาย และทราบว่าสุนัขทั้ง 3 ตัวเป็นของร้านรับซื้อของเก่าที่อยู่ไม่ไกลจากที่เกิดเหตุ

จากการสอบสวนทราบว่า ก่อนพบกลายเป็นศพ นายสมหวัง ได้ออกจากบ้านเพื่อไปบ่วงที่ทำดักหนูนา ระหว่างเดินดูบ่วง น่าจะไปพบสุนัขแม่ลูก 3 ตัว ที่หลุดออกมา ขณะยังไม่ตั้งหลักจึงถูกสุนัขกระโจนเข้าขย้ำทั้ง 3 ตัว พร้อมกัดกระชากเสื้อกางเกงจนขาด แล้วฝังคมเขี้ยวไปทั่วร่างกาย จนทนพิษบาดแผลไม่ไหวเสียชีวิตดังกล่าว

ล่าสุด นางประไพ อายุ 72 ปี เจ้าของสุนัขได้เข้าพบพนักงานสอบสวนเพื่อแสดงความรับผิดชอบ โดยได้มอบเงินจ่าย ค่าทำศพเบื้องต้นแล้ว 30,000 บาท ซึ่งเจ้าหน้าที่จะได้ดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป